การเรียนพิเศษจำเป็นสำหรับนักเรียนหรือไม่

do-student-need-a-tutor

เวลาหลังเลิกเรียนของทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ตารางของนักเรียนหลายๆ คนจะถูกอัดแน่นด้วยการเรียนพิเศษ จนเกิดคำถามว่า การเรียนพิเศษนั้นจำเป็นจริงๆ หรือไม่

ความจริงแล้วการเรียนพิเศษถือเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยให้นักเรียนสามารถไปโรงเรียนได้อย่างมั่นใจมากขึ้น เพราะโดยทั่วไปนักเรียนจะต้องเผชิญกับการจัดการรายวิชาต่างๆ กิจกรรมที่มากมาย และการรับมือกับสังคมในโรงเรียน เพื่อให้พวกเขาเกิดความกระตือรือร้นในการไปโรงเรียนมากขึ้นนั้น เริ่มได้จากการเสริมสร้างให้พวกเขาสามารถจัดการกับปัญหาต่างๆ ในโรงเรียนได้ทั้งด้านวิชาการและทักษะอื่นๆ การเรียนพิเศษจึงเป็นตัวช่วยหนึ่งของนักเรียน แต่การเรียนพิเศษที่มีประสิทธิภาพ คือ การเรียนในรายวิชาหรือทักษะที่นักเรียนมีปัญหาจริงๆ ซึ่งผู้ปกครองสามารถใช้วิธีการดังต่อไปนี้เพื่อดูว่าเด็กๆ ต้องการความช่วยเหลือหรือจำเป็นต้องเรียนพิเศษหรือไม่

1. สังเกตุพฤติกรรมการเรียน

เริ่มจากการสังเกตุพฤติกรรมของพวกเขาว่ามีสัญญาณผิดปกติหรือไม่ เช่น ผลการเรียนที่ลดลง แต่ปัจจัยนี้ไม่ใช่ตัวชี้วัดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ผู้ปกครองสามารถสังเกตุได้จากทัศนคติต่อโรงเรียนของพวกเขา พวกเขาต่อต้านหรือฝืนใจในการเข้าร่วมงานโรงเรียน หรือมีการบ่นเรื่องการบ้านในทางลบหรือไม่ เป็นต้น

2. ทำความเข้าใจปัญหาของพวกเขา

หลังจากที่พบสัญญาณผิดปกติบางอย่างเกี่ยวกับการเรียนของพวกเขา สิ่งแรกที่ควรทำก่อนการต่อว่าเด็กๆ คือ เปิดโอกาสให้พวกเขาเล่าถึงปัญหาที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่และรับฟังอย่างเข้าใจ เช่น พวกเขาอาจจะเรียนไม่ทันเพื่อน ไม่เข้าใจในบางวิชา หรือปรับตัวเข้ากับเพื่อนๆ ในชั้นเรียนไม่ได้ เป็นต้น การที่พยายามเข้าใจเด็กๆ สามารถลดช่องว่างในครอบครัวลงได้ พวกเขาจะรู้สึกสบายใจในการเล่าปัญหาอื่นๆ ให้ฟังมากขึ้น

3. หาวิธีช่วยเหลือที่เหมาะสมที่สุด

วิธีช่วยเหลือที่เหมาะสมที่สุด คือ การแก้ไขปัญหาของพวกเขาโดยไม่เปรียบเทียบกับเด็กๆ คนอื่น เช่น บางคนอาจขาดการฝึกฝนอย่างการทำโจทย์ ซึ่งการเรียนพิเศษแบบกลุ่มจะสามารถช่วยได้ แต่สำหรับนักเรียนบางคนที่ไม่เข้าใจเนื้อหาของรายวิชาต่างๆ การเรียนกับติวเตอร์แบบตัวต่อตัวก็จะสามารถช่วยเหลือพวกเขาได้อย่างตรงจุด เพราะพวกเขาสามารถสอบถามกับติวเตอร์ได้ทุกข้อสงสัย ทั้งนี้การเรียนพิเศษเฉพาะในรายวิชาหรือทักษะที่นักเรียนมีปัญหานั้น เป็นการเรียนพิเศษที่มีคุณภาพมากกว่าการเรียนเสริมในทุกรายวิชา

4. ส่งเสริมด้วยทักษะอื่นๆ ที่นอกเหนือจากด้านวิชาการ

การเรียนรู้ของนักเรียนไม่ได้มีเฉพาะเนื้อหาด้านวิชาการเท่านั้น แต่ทักษะอื่นๆ เช่น การจัดการเวลา การลำดับความสำคัญ หรือแม้แต่ทักษะการสื่อสาร ล้วนเป็นทักษะที่จำเป็นต่อนักเรียน เช่น นักเรียนบางคนไม่ได้มีปัญหาในด้านวิชาการ แต่ติดขัดกับการจัดการเวลา การทำการบ้านหรือโครงงานต่างๆ ที่เยอะเกินไป ซึ่งอาจกระทบต่อการเรียนรู้เนื้อหาในรายวิชาต่างๆ ของพวกเขาได้ ผู้ปกครองสามารถช่วยเหลือได้ด้วยการเรียนกับติวเตอร์ที่สามารถสอนทักษะการลำดับความสำคัญของงานต่างๆ เพื่อให้พวกเขาจัดการเวลาได้อย่างลงตัว


การเรียนที่ดีที่สุด คือ การเรียนที่ส่งเสริมจุดแข็งของนักเรียนแต่ละคน การให้นักเรียนได้ฝึกฝนหรือเรียนรู้เพิ่มเติมในสิ่งที่นักเรียนติดขัดนั้นเป็นการเรียนที่ส่งผลให้การเรียนรู้ของนักเรียนมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น



ที่มา : parentology.com/ask-an-expert-does-my-child-need-a-tutor


TODO
Supani Thasosut

สำเร็จการศึกษาด้วยหลักสูตรการประกอบการ (Entrepreneurship) สาขาเทคโนโลยีการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มีความสนใจในเรื่องการพัฒนาตัวเอง กระบวนการพัฒนาธุรกิจ และความแตกต่างของผู้คนและวัฒนธรรม