3 เหตุผลที่งานของนักวิจัยไม่ได้ถูกนำมาใช้ในห้องเรียน

3-เหตุผลที่งานของนักวิจัยไม่ได้ถูกนำมาใช้ในห้องเรียน

การพัฒนานักเรียนที่ดีจะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยความเข้าใจต่อกระบวนการเรียนรู้ทักษะต่างๆ ของนักเรียน ซึ่งบรรดานักวิทยาศาสตร์และนักจิตวิทยาด้านปัญญา (Cognitive scientist) ได้ทำการศึกษาประเด็นนี้มาโดยตลอด

เมื่อหลายทศวรรษที่ผ่านมาได้มีการเผยแพร่ Evidence-based หรือหลักฐานเชิงประจักษ์ ซึ่งเป็นแนวทางที่เหมาะสมต่อการเรียนรู้ของนักเรียน เช่น การแบ่งเนื้อหาที่เรียนเป็นช่วง (Spaced practice) แทนการเรียนเนื้อหาทั้งหมดในครั้งเดียว การสลับหัวข้อที่แตกต่างกันในช่วงที่เรียน (Interleaving) และการฝึกนึกย้อนถึงสิ่งที่เคยได้เรียนมา (Retrieval practice) หลักสำคัญ คือ สนับสนุนให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง โดยสามารถตั้งคำถาม หาคำตอบ วิเคราะห์ข้อมูล และสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตัวเอง แต่ในทางปฏิบัตินั้น แนวทางเหล่านี้ไม่ได้ถูกนำมาใช้ในห้องเรียนเท่าที่ควร เนื่องจาก 3 สาเหตุหลัก ดังนี้

1. ด้านองค์ความรู้ (Intellectual)

โปรแกรมอบรมความเป็นมืออาชีพสำหรับครูผู้สอนไม่ได้พูดถึงการเผยแพร่แนวทางเหล่านี้ ทำให้วิธีการสอนตามหลักวิทยาศาสตร์ (Science-based) ไม่ได้ถูกส่งไปยังครูผู้สอน พวกเขาจึงยังคงใช้วิธีการสอนรูปแบบเดิม เพราะไม่เข้าใจถึงกระบวนการเรียนรู้ทักษะต่างๆ ของนักเรียน เช่น ทักษะการอ่านออกเสียง จากเดิมที่ให้นักเรียนจำและเดาจากภาพประกอบ โดยไม่ได้สอนวิธีออกเสียงตัวอักษรหรือผสานคำ ส่งผลให้นักเรียนไม่สามารถอ่านคำที่ไม่คุ้นเคย การสอนรูปแบบใหม่นี้ครอบคลุมตั้งแต่การสอนทักษะอ่านจับใจความและคิดวิเคราะห์ ตลอดจนให้คำแนะนำนักเรียนในการค้นหาและสร้างความรู้ผ่านประสบการณ์ใหม่ๆ ด้วยตัวเอง เป็นต้น

2. ด้านอารมณ์ (Emotional)

แม้ว่าครูผู้สอนบางคนเข้าใจถึงความสำคัญของวิธีการสอนรูปแบบใหม่นี้ แต่พวกเขาก็ยังคงรู้สึกกลัวว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แนวปฏิบัติที่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก (Developmentally Appropriate Practice) เช่น การให้นักเรียนได้วิเคราะห์ข้อมูลที่ซับซ้อนตั้งแต่วัยเด็ก เพื่อที่ในอนาคตจะสามารถรับมือกับข้อมูลที่ซับซ้อนได้มากขึ้น เป็นเรื่องที่ยากเกินไปสำหรับเด็ก หรือมองว่าเด็กๆ ไม่สนใจเรื่องวิทยาศาสตร์หรือประวัติศาสตร์ แต่ในความจริงแล้วเด็กๆ สามารถเพลิดเพลินกับการเรียนรู้ได้เกือบทุกอย่างด้วยการนำเสนอที่น่าสนใจ มันอาจจะยากสำหรับครูผู้สอนในการยอมรับว่าวิธีที่พวกเขาเชื่อว่าสามารถช่วยนักเรียนได้และใช้มาตลอดหลายปีนั้นไม่ได้ผล ซึ่งอาจจะส่งผลให้พวกเขารู้สึกผิด หรืออาจปฏิเสธแนวทางที่ขัดแย้งกับความเชื่อของพวกเขา

3. ด้านพฤติกรรม (Behavioral)

ครูผู้สอนถูกฝึกให้เผยแพร่ความรู้ในรายวิชาต่างๆ อาจทำให้ครูผู้สอนไม่ได้คำนึงถึงกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียนมากนัก แต่เน้นที่การให้ข้อมูลความรู้ ประกอบกับงานสอนเป็นงานที่ซับซ้อนและต้องจัดการหลายอย่าง ดังนั้นการปรับวิธีการสอนของพวกเขาอาจเป็นเรื่องที่ยาก อย่างไรก็ตาม การจะเปลี่ยนพฤติกรรมของครูผู้สอนนั้นเป็นไปได้ แต่ต้องใช้เวลาและอาศัยการสนับสนุนจากผู้ดูแลโครงสร้างการศึกษาและผู้กำหนดนโยบาย หากสื่อสารไม่ชัดเจนหรือครูผู้สอนไม่เข้าใจคุณค่าและเหตุผลของการเปลี่ยนแปลง ก็จะจบลงด้วยการที่พวกเขากลับใช้วิธีการสอนแบบเดิมๆ

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการสอนไม่สามารถเกิดขึ้นได้ชั่วข้ามคืน และไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่จะต้องอาศัยความร่วมมือของทุกระดับ ทั้งนักกำหนดนโยบาย นักวิทยาศาสตร์ และครูผู้สอน เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจและยอมรับการสอนแบบ Science-based มาปฏิบัติจริงในห้องเรียน


ที่มา : forbes-three-reasons-classroom-practice-conflicts-with-evidence-on-how-kids-learn

TODO
Supani Thasosut

Graduated with B.M. in Entrepreneurship at Suranaree University of Technology. Interested in Self-Improvement, Business development process, and the differences between people and cultures.