การพัฒนาระบบการศึกษาของประเทศเยอรมนี

germany-education

จากผลการทดสอบความสามารถของนักเรียนระดับนานาชาติ Programme for International Student Assessment (PISA) ที่ปล่อยออกมาในปี 2001 ได้นำไปสู่ปรากฏการณ์ PISA shock ในประเทศเยอรมนี เนื่องจากนักเรียนชาวเยอรมันมีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD โดยผลคะแนนจาก 30 ประเทศ พบว่า เยอรมนีอยู่ในอันดับที่ 27 ด้านการอ่าน, อันดับที่ 28 ในวิชาคณิตศาสตร์ และอันดับที่ 25 ในวิชาวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้ยังมีช่องว่างระหว่างคะแนนสูงสุดและต่ำสุดในอัตราที่สูงกว่าประเทศอุตสาหกรรมอื่นๆ

ด้วยผลลัพธ์ที่ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง จนเกิดแรงกดดันจากสาธารณะ (Public Pressure) ทำให้รัฐบาลต้องลงมือปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง รัฐบาลของประเทศเยอรมนีทำงานอย่างหนักเพื่อพัฒนาผลการทดสอบ PISA โดยได้ดำเนินการขยายเวลาเรียนจาก 4 ชั่วโมงเป็น 6.5 ชั่วโมงต่อวัน ขยายการศึกษาปฐมวัย (Early childhood education) ให้ทั่วถึงและดูแลเด็กๆ ตั้งแต่ 1 ขวบขึ้นไป ปฏิรูปการศึกษาด้วยระบบ Tracking ในระดับมัธยมศึกษา ทั้งยังสร้างมาตรฐานการทดสอบแห่งชาติสำหรับนักเรียน และนั่นได้นำมาสู่ผลลัพธ์ที่น่าทึ่งในช่วงไม่กี่ปีต่อมา ผลคะแนน PISA ของประเทศเยอรมนีปีนขึ้นไปอยู่ในอันดับต้นๆ จาก 72 ประเทศเศรษฐกิจที่เข้าร่วม

"การปฏิรูปดังกล่าวมีผลต่อประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นของนักเรียนทันที แต่การพัฒนายังมีข้อจำกัด และนั่นคือเหตุผลที่ผลคะแนน PISA หยุดชะงักในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ขณะนี้เยอรมนีกำลังเผชิญกับความท้าทายในการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งในการพัฒนาการศึกษา" Andreas Schleicher ผู้อำนวยการชาวเยอรมันด้านการศึกษาและทักษะขององค์กร OECD และผู้ประสานงานของ PISA กล่าวและได้เผยมุมมองต่อระบบการศึกษาของเยอรมนีไว้ ดังนี้

  • การพัฒนาความเป็นมืออาชีพของครูยังค่อนข้างอ่อนแอ แม้จะมีการทดสอบอย่างเข้มงวดในการสมัครเข้าศึกษาต่อในโปรแกรมการศึกษาของครู มีการฝึกสอนในโรงเรียนโดยมีที่ปรึกษาคอยแนะนำเป็นเวลาหนึ่งปี และครูทุกคนต้องมีปริญญาโทและความเชี่ยวชาญในสาขาวิชา แต่โครงสร้างอาชีพไม่มีขั้นตอนการทำงานที่ส่งเสริมให้ครูพัฒนาทักษะของพวกเขาได้อย่างต่อเนื่อง
  • โรงเรียนไม่ได้ให้ความสำคัญกับความเป็นผู้นำมากพอ ผู้นำโรงเรียนในเยอรมนีได้รับการฝึกฝนภาวะผู้นำด้านการจัดการ มากกว่าภาวะผู้นำด้านการศึกษา และบุคคลที่มีความสามารถส่วนใหญ่ลังเลที่จะเป็นผู้นำ เพราะค่าจ้างระหว่างครูและอาจารย์ใหญ่นั้นไม่แตกต่างกันมากนัก เยอรมนีจำเป็นต้องสร้างผู้นำโรงเรียน เพื่อให้พวกเขาสามารถเตรียมแนวทางในการพัฒนาการศึกษาให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น
  • ระบบการศึกษาในระดับสูงสำหรับนักเรียนสายอาชีพ (Vocational Education) มีไม่มากนัก มีเพียง 2 รัฐเท่านั้นที่มีมหาวิทยาลัยหลักสูตรอาชีวศึกษาโดยเฉพาะ เยอรมนีต้องสร้างเส้นทางที่ยืดหยุ่นและครอบคลุมมากขึ้น ทั้งโรงเรียน สถานอาชีวศึกษา และมหาวิทยาลัย

Schleicher เผยอีกว่า แม้จะยังมีความท้าทายเหล่านี้ แต่ความสำเร็จของเยอรมนีในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา สามารถเป็นบทเรียนให้กับประเทศอื่นได้ ; ความเท่าเทียมที่ถูกมองว่าไม่เกี่ยวข้องกับการศึกษา จริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่สามารถสร้างได้จากในโรงเรียน โดยส่งเสริมให้ครูช่วยเหลือนักเรียนที่มีปัญหาด้านการเรียนมากขึ้น แทนการปล่อยให้พวกเขาซ้ำชั้น ถัดมาคือ ความสำคัญในการสร้างความต้องการระดับสาธารณะ (Public Demand) "ถ้าไม่สร้างอุปสงค์ (Demand) ต่อระบบการศึกษาที่ดี มันก็จะเป็นเรื่องยากในการสร้างอุปทาน (Supply) ขึ้นมา" Schleicher กล่าว และสุดท้ายคือ การปฏิรูปการศึกษาต้องอาศัยเวลาที่เหมาะสม เยอรมนีนำเอามาตรฐานการทดสอบนักเรียนมาใช้อย่างระมัดระวังและรอบคอบ โดยให้เวลาในการปรับตัวแก่โรงเรียนและครู ก่อนทำการทดสอบประสิทธิภาพของนักเรียน "การมีความอดทนในการปฏิรูปและดำเนินการให้เป็นไปตามลำดับขั้นตอนอย่างระมัดระวัง เป็นบทเรียนที่ดีจากประเทศเยอรมนี" เขากล่าวเสริม

เยอรมนีได้พัฒนาจุดแข็งด้านการศึกษาอย่างต่อเนื่อง จนในปี 2017 นักเรียนชาวเยอรมันมีอัตราการถูกจ้างงานสูงถึง 90.4% โดยมีระบบการศึกษาที่เด็กเริ่มเข้าเรียนในระดับปฐมวัยเมื่ออายุ 3 ขวบ ครูผู้สอนมีคุณภาพสูง มีการทดสอบมาตรฐานระดับชาติ และได้พัฒนาเส้นทางและสนับสนุนให้นักเรียนสายอาชีพได้ศึกษาในระดับที่สูงขึ้น เป็นต้น


อ่านบทความด้านการศึกษา ต่อได้ที่ Tutorworld.app

ที่มา : ncee.org/2017/09/after-the-shock-the-german-education-system-in-2017

TODO
Supani Thasosut

Graduated with B.M. in Entrepreneurship at Suranaree University of Technology. Interested in Self-Improvement, Business development process, and the differences between people and cultures.