ยีนหรือการเลี้ยงดูที่สำคัญต่อการเรียนรู้

Is nature or nurture more important when it comes to educating your children

มีการถกประเด็นเรื่องวิธีการเรียนรู้ของคนว่าแท้จริงแล้วมันขึ้นอยู่กับยีนหรือสภาพแวดล้อมกันแน่ จนมีงานวิจัยแสดงให้เห็นว่ายีนและสภาพแวดล้อมนั้นเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกันและทำงานร่วมกัน

เพื่อความชัดเจน จะยกตัวอย่างเรื่องการเรียนรู้ภาษา การทำให้ภาษาสามารถมองเห็นได้ เป็นหนึ่งในความสำเร็จที่พิเศษที่สุดของมนุษย์ การอ่านและการเขียนเป็นพื้นฐานที่ทำให้เราสามารถเติบโตในโลกสมัยใหม่ได้

แต่สำหรับบางคนกลับพบว่าเป็นเรื่องยากที่จะเรียนรู้ อย่างโรคทางระบบประสาท Dyslexia (ภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้)


พันธุศาสตร์และประสาทวิทยาศาสตร์ในการอ่านเขียน

จากการสแกนสมองแสดงให้เห็นว่า "Reading network" จะเกิดขึ้นที่ตำแหน่งเดียวกันในสมองของทุกคน มันจะปรากฎชัดขึ้นเมื่อเราเรียนรู้ที่จะอ่านและพยายามเชื่อมโยงระหว่างภาษาและคำพูดในสมองของเรา โดยจะเรียกพื้นที่นั้นว่า "Visual word form area"

จีโนม (Genomes) ของมนุษย์เข้ารหัสชุดของกฎการพัฒนา ซึ่งเมื่อมีการใช้งานแล้วจะก่อให้เกิดเครือข่าย (Network) อย่างไรก็ตาม จีโนมมีการเปลี่ยนแปลงเสมอและสิ่งนี้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในการพัฒนาและการทำงานของวงจรเหล่านี้ ซึ่งหมายความว่ามีความแตกต่างในแต่ละบุคคล จริงๆ แล้วการเปลี่ยนแปลงของความสามารถในการอ่านเป็นสิ่งที่สืบทอดได้ในประชากรทั่วไป และการเกิดภาวะ Dyslexia ก็เป็นพันธุกรรมตั้งแต่กำเนิด

นี่ไม่ได้หมายความว่ามี "ยีนสำหรับการอ่าน" แต่มันมีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมองด้วยสาเหตุที่ไม่ทราบแน่ชัด ตัวแปรบางตัวดังกล่าวส่งผลเสียต่อวงจรที่จำเป็นสำหรับการพูดและการอ่าน


สภาพแวดล้อมและการเลี้ยงดูต่อการอ่านเขียน

แต่ยีนไม่ใช่ปัจจัยทั้งหมด อย่าลืมว่าประสบการณ์และการเรียนการสอนนั้นจำเป็นสำหรับการเปลี่ยนแปลงในการเชื่อมต่อของสมองที่ช่วยให้การอ่านเกิดขึ้นตั้งแต่แรก - แม้ว่าเราจะยังไม่ทราบในระดับใด

การวิจัยแสดงให้เห็นว่าปัญหาใหญ่ที่สุดที่เกี่ยวกับการอ่านเขียน คือ ความยากลำบากในการออกเสียง ความสามารถในการแบ่งส่วน และจัดการกับเสียงพูด ปรากฎว่าคนที่มีภาวะ Dyslexia มักจะติดปัญหากับการเรียนรู้วิธีพูดเมื่อทารก พวกเขาช้ากว่าคนอื่นๆ ในการตั้งชื่อวัตถุ และเขียนสัญลักษณ์แทนเสียงพูด


วงจรของยีนและสภาพแวดล้อมต่อการอ่านเขียน

ธรรมชาติของร่างกายและสภาพแวดล้อมการเลี้ยงดูนั้นขัดแย้งกันมาตั้งแต่ดั้งเดิม แต่ในความเป็นจริงผลกระทบของสภาพแวดล้อมและประสบการณ์ มีผลต่อความจูงใจที่มีมาแต่กำเนิด (Innate Predispositions) และความจูงใจที่มีมาแต่กำเนิดนี้ส่งผลต่อประสบการณ์และสภาพแวดล้อมที่เราเลือกและวิธีที่เราตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่างๆ เช่น ถ้าคุณเก่งในบางสิ่ง คุณมีแนวโน้มที่จะต้องการฝึกฝนมัน

เด็กที่อ่านหนังสือได้เก่งก็จะมีแนวโน้มที่จะอยากอ่านมากกว่า ทำให้พวกเขามีทักษะการอ่านที่ดีขึ้นต่อไปและมีประสบการณ์ที่ได้รับรางวัลมากขึ้น สำหรับเด็กที่มีความสามารถในการอ่านต่ำกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นก็จะตรงกันข้าม - พวกเขาจะเลือกอ่านให้น้อยลงและจะตกอยู่ด้านหลังเพื่อนเมื่อเวลาผ่านไป

แต่สภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยก็สามารถช่วยให้เด็กที่มีทักษะการอ่านต่ำสามารถกลายมาเป็นผู้อ่านที่ดีได้ โดยใช้วิธีการฝึกฝนที่ด้วยการอนุญาตให้ใช้ตัวย่อและการสะกดคำสั้นๆ ด้วยวิธีนี้ผู้อ่าน Dyslexic สามารถกลายเป็นผู้อ่านที่ดีและสนุกกับมัน การให้รางวัลและการฝึกฝนปรับปรุงซึ่งกันและกัน ซึ่งนำไปสู่แรงจูงใจที่จะฝึกฝนมากขึ้น

ดังนั้นแทนที่จะคิดว่ายีนและการอบรมเลี้ยงดูเป็นสิ่งที่ปรปักษ์ซึ่งกันและกัน เราควรคิดว่าทั้งสองสิ่งนี้มีอิทธผลต่อกัน และเป็นส่วนที่สามารถช่วยปรับปรุงการเรียนรู้ของมนุษย์ได้ทั้งคู่


ที่มา : https://www.weforum.org/agenda/2019/12/nature-versus-nurture-behaviour

TODO
Supani Thasosut

Graduated with B.M. in Entrepreneurship at Suranaree University of Technology. Interested in Self-Improvement, Business development process, and the differences between people and cultures.