6 วิธีเสริมสร้างทักษะด้านสังคมและอารมณ์

6-ways-to-encourage-social-emotional-skills

การเรียนรู้ของนักเรียนที่นอกเหนือจากความรู้ด้านวิชาการ ยังมีทักษะหนึ่งที่สำคัญต่อการเรียนรู้ นั่นก็คือ "ทักษะด้านสังคมและอารมณ์" ในต่างประเทศได้มีกลุ่มนักเรียน ครู ผู้ปกครอง นักวิจัย และนักกำหนดนโยบายรวมเกือบ 200 คน ร่วมกันพิจารณาหาวิธีสนับสนุนการเรียนรู้ของนักเรียน โดยสรุปได้ 6 ข้อสำหรับการส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนที่นอกเหนือจากด้านวิชาการ และได้รับการลงนามจาก 100 องค์กรเช่น National PTA, National Education Association, National Governors Association และ Aspen Institute เพื่อสนับสนุนการนำ Social-Emotional Learning (SEL) ไปปรับใช้จริงในโรงเรียน


Social-Emotional Learning (SEL) หรือ การเรียนรู้ทักษะด้านสังคมและอารมณ์ เป็นการสอนที่ครอบคลุมถึงการจัดการตัวเอง (Self-management) วิธีควบคุมอารมณ์ และการใส่ใจความรู้สึกของผู้อื่น รายงานวิจัยเผยว่า ทักษะด้านสังคมและอารมณ์ช่วยให้นักเรียนเป็นผู้เรียนที่ดีขึ้นและพร้อมสำหรับการทำงานมากขึ้น

1. กำหนดความสำเร็จของนักเรียนเป็นอันดับแรก

การที่นักเรียนสามารถสอบผ่านในสนามแข่งขันต่างๆ ได้นั้น ไม่ใช่ความสำเร็จทั้งหมดของนักเรียน โรงเรียนควรจะขยายคำจำกัดความของคำว่า "ความสำเร็จ" ให้ครอบคลุมถึงการเป็นคนที่มีทักษะด้านสังคมและอารมณ์ เช่น การทำงานร่วมกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี การจัดการเวลา และการทำเป้าหมายให้สำเร็จตามที่กำหนด เป็นต้น และในมาตรฐานการเรียนของนักเรียนก็ควรกำหนดทักษะเหล่านี้ไว้ด้วย

2. สร้างสถานที่ที่นักเรียนรู้สึกปลอดภัย

ความปลอดภัยในโรงเรียน ไม่ใช่โรงเรียนที่ใช้เครื่องตรวจสอบอย่างรัดกุม แต่เป็นการที่นักเรียนรู้สึกปลอดภัยทางจิตใจ การนำ Social-Emotional Learning มาปรับใช้ในโรงเรียน จะทำให้นักเรียนสามารถจัดการอารมณ์ สร้างความสัมพันธ์ ตลอดจนอัตราการถูกกลั่นแกล้งและพฤติกรรมรุนแรงต่างๆ ลดลง ทั้งนี้การสร้างทางเลือกที่หลากหลายและเปิดโอกาสให้นักเรียนเลือกทำโครงงานได้ตามที่ต้องการนั้นจะส่งผลให้พวกเขารู้สึกมีความหมายมากขึ้น

3. ควรสอนทักษะด้านสังคม อารมณ์ และกระบวนการคิด

การแยกความรู้ด้านวิชาการและทักษะด้านสังคมและอารมณ์ออกจากกันนั้น เป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องนัก ความรู้ด้านวิชาการจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยการพัฒนาทักษะด้านสังคม อารมณ์ และกระบวนการคิด เช่น การแก้ไขปัญหา การคิดวิเคราะห์ และลักษณะนิสัย โรงเรียนควรจะสอนทักษะเหล่านี้ทั้งในห้องเรียน ภาคปฏิบัติ และกิจกรรมนอกหลักสูตร หรือใช้การเรียนแบบ Project-based ที่นักเเรียนจะได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองผ่านการทำโครงงานระยะยาวที่พวกเขาสนใจ ซึ่งนักเรียนจะได้ทำงานร่วมกัน สะท้อนผลงานของกันและกัน และพัฒนาทักษะด้านอารมณ์

4. ผู้ใหญ่ควรเป็นผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาเด็ก

ครูผู้สอนควรเป็นบุคคลที่สามารถสอนในหัวข้อที่เป็นประโยชน์มากขึ้น เช่น วิทยาศาสตร์ของการเรียนรู้ การพัฒนาเด็ก รวมถึงสามารถดูแลนักเรียนที่มีบาดแผลทางจิตใจ (Trauma) และทำให้นักเรียนที่มาจากหลากหลายพื้นเพรู้สึกปลอดภัย โรงเรียนหรือเขตการศึกษาควรจ้างบุคลากรที่มีทักษะในด้านนี้และสมัครใจที่จะทำงานอย่างเต็มที่ในทุกๆ วัน ทั้งนี้ นักกำหนดนโยบายสามารถสร้างแรงกระตุ้นต่างๆ เพื่อให้ครูผู้สอนปฏิบัติงานของพวกเขาอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

5. ชุมชนสามารถช่วยสนับสนุนเด็กได้

การพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กไม่ใช่หน้าที่ของโรงเรียนเพียงเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่ควรได้รับความร่วมมือจากหลายๆ ส่วน โรงเรียนจำเป็นต้องทำงานร่วมกับผู้ปกครอง และชุมชน เช่น การขอความร่วมมือกับทางชุมชนในการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แนะนำประเด็นการเปลี่ยนแปลงต่อชุมชน เช่น การฟื้นฟูแม่น้ำ การพัฒนาอุทยาน เป็นต้น และจัดการประชุมเป็นประจำ โดยมีตัวแทนของชุมชน ผู้ปกครอง และนักเรียนเข้าร่วมประชุมเพื่อหาแนวทางปรับปรุงวัฒนธรรมของโรงเรียน

6. สร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างนักวิจัยและโรงเรียน

มีข้อมูลมากมายเกี่ยวกับการพัฒนาการเรียนรู้ของมนุษย์ แต่ข้อมูลวิจัยเหล่านั้นยังไม่ได้ถูกนำมาปรับใช้จริงเท่าที่ควร ดังนั้นเพื่อการพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนที่ดีขึ้น นักวิจัยและครูผู้สอนควรทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ถือเป็นการนำงานวิจัยไปสู่การปฏิบัติจริง ส่วนโรงเรียนก็จะมีวิธีการพัฒนานักเรียนที่มีประสิทธิภาพ โดยการที่นักวิจัยเผยแพร่แผนปฏิบัติ จากนั้นครูผู้สอนนำไปปรับใช้ในโรงเรียนและให้ข้อมูลตอบกลับเพื่อการวิจัยต่อไป



ที่มา : 200-students-parents-educators-spent-two-years-thinking-about-how-to-support-the-whole-child-here-are-6-things-they-found/



TODO
Supani Thasosut

Graduated with B.M. in Entrepreneurship at Suranaree University of Technology. Interested in Self-Improvement, Business development process, and the differences between people and cultures.